
สิงคโปร์กับการขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าทองคำระดับโลก (Global Gold Trading Hub)
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore-MAS) ร่วมกับสมาคมตลาดทองคำสิงคโปร์ (Singapore Bullion Market Association-SBMA) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ยกระดับสิงคโปร์
สู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นผลจากการดำเนินงาน
ของคณะทำงานพัฒนาตลาดทองคำ (Gold Market Development Working Group) ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก อาทิ JPMorgan Chase, UBS, UOB และ World Gold Council
เป้าหมายหลัก
สิงคโปร์ไม่ได้มองเพียงแค่การเป็นตลาดซื้อขายทั่วไป แต่มุ่งวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเงินลงทุนตั้งแต่ระดับ
นักลงทุนรายย่อยไปจนถึงระดับรัฐบาลโลก รวมถึงสร้างระบบนิเวศป้องกันความเสี่ยงจากการที่ดอลลาร์สหรัฐผันผวน (De-dollarization) ได้แก่
- การให้บริการห้องนิรภัยสำหรับธนาคารกลางต่างประเทศและรัฐ (Providing Vaulting Services for Foreign Central Banks and Sovereign Entities) ธนาคารกลางสิงคโปร์กำลังศึกษาการให้บริการด้านการจัดเก็บทองคำแก่ธนาคารกลางต่างประเทศและ Sovereign Entities โดยมีรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายพื้นที่จัดเก็บนิรภัยเพิ่มเติมในบริเวณใกล้เคียงท่าอากาศยานชางงี เพื่อรองรับความต้องการโยกย้ายสินทรัพย์ปลอดภัย
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการชำระบัญชี มุ่งเน้นการสร้างระบบชำระบัญชี (Clearing System) สำหรับ
ธุรกรรมนอกตลาดหลักทรัพย์ (Over the Counter-OTC) เพื่อรองรับทองคำแท่งมาตรฐานลอนดอน (400 ทรอยออนซ์) และมาตรฐานกิโลบาร์ (1 กิโลกรัม) ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดเอเชีย เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องและความโปร่งใส
- นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ตลาดทุน ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และระบบมาตรฐานการจัดเก็บและโลจิสติกส์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อย (Fractional Investment)
การวางตำแหน่งกลยุทธ์ของสิงคโปร์
ในขณะที่ฮ่องกงกำลังเร่งพัฒนาความร่วมมือกับตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้เพื่อเปิดตัวระบบการชำระบัญชีทองคำส่วนกลาง (Central Gold Clearing System) และขยายกำลังการจัดเก็บเพื่อส่งเสริมตลาดทองคำ สิงคโปร์ได้ใช้จุดแข็ง
ด้าน ความเป็นกลางทางยุทธศาสตร์ (Strategic Neutrality) และความน่าเชื่อถือ (Trust) เป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ
1. ความมั่นคงทางกฎหมายและหลักนิติธรรม ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางการเมือง สิงคโปร์คือ
ความปลอดภัย (Safe Haven) ที่มีการเมืองภายในประเทศที่มั่นคง รวมถึงมีระบบกฎหมายที่เข้มงวด ทำให้การฝากสินทรัพย์ไว้ที่นี่มีความเสี่ยงต่ำมาก สิ่งนี้จะดึงดูดการถือครองทองคำจริง (Physical Gold) ให้หลั่งไหลเข้ามา เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน (Property Rights) และมองว่าสิงคโปร์มีแนวทางการดำเนินนโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ โดยหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการแทรกแซงในลักษณะการบังคับโอนสินทรัพย์หรือการจำกัดการถือครองอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา1 ออสเตรเลีย2 และอินเดีย3 เป็นต้น
2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีและอันดับเครดิต AAA ในปี 2555 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศยกเว้นการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Services Tax – GST) ซึ่งในขณะนั้นอยู่ที่ร้อยละ 7 สำหรับโลหะมีค่าเพื่อการลงทุน (Investment Precious Metals – IPM) นโยบายดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำในสิงคโปร์ลดลงจนสามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับศูนย์กลางระดับโลกอย่างสวิตเซอร์แลนด์และลอนดอน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนผ่านโครงการยกเว้นภาษีให้แก่โรงกลั่นและผู้รวบรวมโลหะมีค่า (Approved Refiner and Consolidator Scheme) สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาสกัดเป็นโลหะเกรดลงทุน ควบคู่ไปกับจุดแข็งด้าน
ความมั่นคงทางการเงินระดับสูงสุด โดยสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชีย และเป็น 1 ใน 11 ประเทศทั่วโลก ที่สามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับทริปเปิลเอ (AAA)4 จากสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Moody’s, S&P, Fitch และ DBRS Morningstar
โอกาสแห่งอนาคตที่สิงคโปร์มองเห็น
สิงคโปร์มุ่งยกระดับเป็นจุดเชื่อมโยงความมั่งคั่งระดับโลกเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตะวันตกสู่ตะวันออก โดยอาศัยความได้เปรียบด้านความเป็นกลางและเสถียรภาพทางการเงินเป็นจุดขายสำคัญแทนที่ศูนย์กลางดั้งเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้นานาประเทศแสวงหาพื้นที่จัดเก็บสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า สะท้อนจากความต้องการลงทุนในทองคำที่เติบโตถึงร้อยละ 37 ในปี 2568 ซึ่งการขยายตัวนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การซื้อขาย และงานวิจัยวิเคราะห์ระดับสูงอย่างครบวงจร
สำหรับการขยับตัวของสิงคโปร์ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศไทยทั้งในยุทธศาสตร์ โดยช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับสากลเพื่อบริหารความเสี่ยงแบบ real-time ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของระบบนิเวศการเงินที่ทันสมัยกว่าอาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก โดยดึงดูดให้นักลงทุนรายใหญ่โยกย้ายการทำธุรกรรมและสภาพคล่องไปยังสิงคโปร์แทน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคการเงินไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินในประเทศ
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งข้อมูล:
– https://sbma.org.sg/media-centre/publication/crucible/crucible-31/singapores-rise-as-asias-gold-hub/
– https://www.youtube.com/watch?v=KqcBc4ALA_Y
– https://www.mining.com/web/singapore-looks-to-become-hub-for-hosting-central-bank-gold/
– https://www.gold.org/goldhub/research/market-primer/gold-market-primer-market-size-and-structure
แหล่งอ้างอิง:
- เหตุการณ์ Executive Order 6102 ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปี 2476 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ออกคำสั่งฉุกเฉินสั่งห้ามประชาชนถือครองทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ประชาชนทุกคนต้องนำทองคำไปขายคืนให้กับธนาคารกลาง (Fed) ในราคาที่รัฐกำหนด ↩︎
- Banking Act 1959: ในปี 2502 รัฐบาลออสเตรเลียมีอำนาจสั่งให้ประชาชนส่งมอบทองคำให้กับธนาคารกลางออสเตรเลียหากมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ↩︎
- ในปี 2505 และ 2511 รัฐบาลอินเดียออกกฎหมายควบคุมทองคำ (Gold Control Act) เพื่อลดการนำเข้าและป้องกันการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ มีการจำกัดปริมาณการถือครองทองคำส่วนบุคคล และสั่งห้ามผลิตทองคำความบริสุทธิ์สูง (เกิน 14K) ↩︎
- AAA เป็นเป็นอันดับเครดิตสูงสุด แสดงถึงความเสี่ยงด้านเครดิตที่น้อยที่สุด ↩︎