พัฒนาการทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำปี 2568 และแนวโน้มยุทธศาสตร์ ประจำปี 2569

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสภาวะเศรษฐกิจมหภาค

จากการรายงานข้อมูลเบื้องต้น (Advance Estimates) โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Trade and Industry – MTI) พบว่าเศรษฐกิจของสาธารณรัฐสิงคโปร์ในปี 2568 มีอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 4.8 ซึ่งถือสูงกว่าปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 4.4 โดยสภาวะการเติบโตปรากฏในทุกสาขาอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง

ประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจมีการขยายตัวถึงร้อยละ 5.7 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการผลิตที่ขยายตัวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 15 โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการเร่งผลิตและส่งออกตามอุปสงค์ในตลาด  ก่อนที่มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกาจะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีคงเสถียรภาพ โดยมีอัตราการว่างงานทรงตัวในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.0 แม้จะเริ่มปรากฏสัญญาณการชะลอการจ้างงานใหม่ในภาคเอกชนบ้างก็ตาม

สำหรับทิศทางในปี 2569 คาดการณ์ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเริ่มเข้าสู่ระยะชะลอตัวจากการหดตัวและการปรับฐาน (Correction) ในช่วงต้นปี โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ได้กำหนดกรอบเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไว้ที่ระหว่างร้อยละ 1.0 ถึง 3.0

มิติการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 สินทรัพย์ทางการเงินต่างประเทศ (External Assets) ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีมูลค่าประมาณ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งเป็นการขยายตัวขึ้นร้อยละ 2.0 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 2 ทั้งนี้ ในรอบปี 2568 มีนิติบุคคลสิงคโปร์เข้ามาลงทุนในไทยจำนวน 167 ราย คิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 103,399 ล้านบาท ดำรงสถานะเป็นผู้ลงทุนที่มีจำนวนสูงเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศไทย (รองจากประเทศญี่ปุ่น) และเป็นอันดับ 1 ในด้านมูลค่าการลงทุน

พลวัตทางการค้าของสาธารณรัฐสิงคโปร์ในปี 2568 ขับเคลื่อนโดยคู่ค้าหลักในระดับภูมิภาคและระดับโลก ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ โดยที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งคู่ค้าลำดับที่ 9 ทั้งในมิติตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้า

กลุ่มสินค้าที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมูลค่าการค้าตลอดทั้งปี ประกอบด้วย

  1. เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
  3. น้ำมันปิโตรเลียม
  4. อุปกรณ์ด้านการมองเห็น เทคนิค และการแพทย์
  5. อัญมณีและเครื่องประดับ
  6. เคมีภัณฑ์ พลาสติก น้ำหอม และเครื่องสำอาง
  7. เวชภัณฑ์ ยา และส่วนประกอบของเครื่องบินและอากาศยาน

พลวัตการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์

ในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงถึง 19,658.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทย 12,045.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าจากสิงคโปร์ 7,613.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกหลักจากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ ได้แก่

  1. อัญมณีและเครื่องประดับ
  2. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  3. น้ำมันสำเร็จรูป
  4. สินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่น ๆ
  5. แผงวงจรไฟฟ้า

สินค้านำเข้าหลักจากสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังไทย ได้แก่

  1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  2. เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ
  3. เคมีภัณฑ์
  4. พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
  5. แผงวงจรไฟฟ้า

การเติบโตจำแนกตามรายอุตสาหกรรม

ภาคการผลิต (Manufacturing Sector) เป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการโดดเด่นที่สุด โดยมีอัตราขยายตัวที่ร้อยละ 7.6 ตลอดทั้งปี 2568 แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตชีวการแพทย์ (Biomedical Manufacturing Cluster) โดยเฉพาะในส่วนเภสัชภัณฑ์ (Pharmaceuticals Segment) รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Cluster) ที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากอุปสงค์เซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ภาคการก่อสร้าง (Construction) ขยายตัวร้อยละ 4.9 จากปริมาณผลผลิตการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนงานภาครัฐและภาคเอกชน

ภาคบริการ (Services Sector) กลุ่มการค้าและขนส่ง (Trade and Transport Services) ขยายตัวร้อยละ 4.5 โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมในปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ซึ่งกระตุ้นยอดขายในกลุ่มเครื่องจักรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของภาคการขนส่งทางอากาศและทางน้ำ

ภาคบริการวิชาชีพและการเงิน (Professional and Financial Services) ขยายตัวร้อยละ 4.1 ครอบคลุมทั้งบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Services) ธุรกิจการธนาคารและการประกันภัย ตลอดจนกิจกรรมของบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ (Head Offices) ตั้งอยู่ในสิงคโปร์

ภาคที่พักและบริการอาหาร (Accommodation and Food Services) ขยายตัวร้อยละ 3.4 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี พบสัญญาณการชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่ 4 แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ

สถานการณ์ตลาดแรงงานและนโยบายการจ้างงาน

รายงานทางสถิติจากกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (Ministry of Manpower – MOM) บ่งชี้ถึงเสถียรภาพของตลาดแรงงาน โดยอัตราการว่างงานในภาพรวมทรงตัวที่ร้อยละ 2.0 อย่างไรก็ดี ดัชนีชี้นำ (Leading Indicators) เริ่มสะท้อนความเปราะบาง ดังนี้

การหดตัวของการจ้างงานใหม่ ข้อมูลจากภาคเอกชน (Indeed Hiring Lab) พบว่า ยอดประกาศรับสมัครงานในสายวิชาชีพบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 34.7 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งบ่งชี้ว่าการจ้างงานในระยะถัดไปจะเปลี่ยนทิศทางจากการเพิ่มตำแหน่งใหม่เป็นการจ้างงานเพื่อทดแทนหรือเน้นทักษะเฉพาะด้านขั้นสูง (AI-related Skills)

กลยุทธ์การตั้งรับขององค์กร ร้อยละ 58 ขององค์กรธุรกิจมีแผนที่จะระงับการเพิ่มจำนวนพนักงาน (Headcount Freeze) ในปีนี้ สอดคล้องกับยอดประกาศรับสมัครงานรวมที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และต่ำกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 15.8

สถานการณ์ภาวะเงินเฟ้อและการคาดการณ์

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore – MAS) รายงานอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (MAS Core Inflation) ประจำปี 2568 เฉลี่ยที่ร้อยละ 0.7 (ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 2.8 ในปี 2567) แต่ในไตรมาสที่ 4 เริ่มปรากฏสัญญาณการเร่งตัวขึ้นมาเป็นร้อยละ 1.2

MAS ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 ขึ้นเป็นร้อยละ 1.0 – 2.0 (จากเดิมร้อยละ 0.5 – 1.5) เนื่องจากแรงกดดันจากต้นทุนค่าแรงภาคบริการและราคาสินค้าภูมิภาค ขณะที่ผลสำรวจจากภาคเอกชน (Singapore Business Review) ชี้ว่าชาวสิงคโปร์ร้อยละ 83 กังวลว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 3.5 จากปัจจัยความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและต้นทุนนโยบายด้านความยั่งยืน เช่น ภาษีคาร์บอน

แนวโน้มและบทวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจปี 2569

แม้เศรษฐกิจสิงคโปร์ในปี 2568 จะขยายตัวในอัตราสูงถึงร้อยละ 4.8 แต่การเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญจากปัจจัยชั่วคราวคือ การเร่งการผลิตและการส่งออกล่วงหน้า (front-loading) เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จึงยังไม่สะท้อนอุปสงค์ที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่

สำหรับปี 2569 นักวิเคราะห์คาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP สิงคโปร์อยู่ที่ร้อยละ 1.0 – 3.0 ภายใต้แรงกดดันจาก มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การผลิต และการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินรายใหญ่ อาทิ UOB, DBS และ RHB ประเมินว่าเศรษฐกิจอาจเผชิญกับภาวะการระบายสินค้าคงคลัง (destocking) หลังจากมีการสะสมสต๊อกในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (technical recession) ในช่วงต้นปี 2569

ในเชิงนโยบาย รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงยึดแนวทาง “ยอมรับต้นทุนในระยะสั้นเพื่อเสถียรภาพและความยั่งยืนในระยะยาว” ผ่านการยกระดับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG standards) ให้เข้มงวดมากขึ้น ตลอดจนการปฏิรูประบบแรงงานต่างชาติและโครงสร้างค่าจ้างเพื่อสนับสนุนการยกระดับผลิตภาพและลดการพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ตลาดแรงงานเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ใช้เงินทุนและเทคโนโลยีเข้มข้น (capital- and technology-intensive economy) อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่แรงกดดันด้านค่าจ้างและต้นทุนธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น โดยเฉพาะในภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน

ในภาพรวม ค่าครองชีพในสิงคโปร์ปี 2569 มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าจ้างแรงงาน และค่าบริการที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาพลังงานและค่าสาธารณูปโภคยังมีความผันผวน ส่งผลให้ค่าครองชีพโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง (new normal) มากกว่าปรับลดลงกลับสู่ระดับก่อนโควิด แม้ภาครัฐจะยังดำเนินมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องก็ตาม


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


  • Cover Image: Freepik