สิงคโปร์ยังคงครองอันดับหนึ่งในอาเซียน ด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566

สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคที่ดึงดูด FDI เข้ามาในอาเซียนได้มากที่สุด โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 สิงคโปร์ดึงดูดการลงทุนได้มากกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของสิงคโปร์คือภาคการเงินและประกันภัย การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชีวการแพทย์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งนี้ สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ในอาเซียนในช่วงสิบปี่ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า จาก 104,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2553 เป็น 200,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในปี 2565 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 11 – 12 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน  FDI ทั่วโลกในปัจจุบัน

FDI ในอาเซียนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากความต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 ซึ่งอาเซียนเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักลงทุนเพราะกระจายความเสี่ยงนี้ เพราะมีระบบการผลิตเพื่อการส่งออกด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าภูมิภาคอื่น ทั้งยังมีศักยภาพที่จะเติบโตสูงจากการเป็นตลาดเดียว (single market) ที่มีประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่า GDP ของอาเซียนจะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.7 ในปี 2566 นอกจากนี้ นาย Syetarn Hansakul นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ประเมินว่า FDI ในอาเซียนจะเติบโตมากกว่าจีนภายในปี 2568

แนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงครึ่งหลังของปี 2566

นักเศรษฐศาสตร์ท้องถิ่นในสิงคโปร์ส่วนใหญ่เห็นว่า เศรษฐกิจของอาเซียนจะยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 อันเป็นผลจากอุปสงค์ของโลกที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่น่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) เนื่องจากภาคบริการและการท่องเที่ยวในภูมิภาคเติบโตได้ดีและกำลังฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์มีความเห็นเชิงบวกต่อภาคการบริการของอาเซียนว่ากำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยมีอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงภาคแรงงานและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ และคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวประมาณ 70% ภายในสิ้นปี 2566 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 2/2566 ภาวะเงินเฟ้อของภูมิภาคที่เริ่มชะลอตัว เช่นเดียวกับดัชนีราคาผู้บริโภคที่เริ่มลดลงและค่าเงินที่มีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับลดอัตราคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของอาเซียน 6 ประเทศ (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม) เป็น 4.2% จากที่เคยคาดการณืไว้ 5.7%  เนื่องจากภาคการส่งออกที่หดตัว และเศรษฐกิจของจีนเติบโตช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจของสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามที่พึ่งพาการค้าและการส่งออกมีแนวโน้มเติบโตน้อย โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 2 ประการที่ควรติดตาม คือ ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง จากนโยบายการเงินของภาครัฐที่ต้องการชะลอภาวะเงินเฟ้อ และอัตราการฟื้นตัวของจีนหลังจากการเปิดประเทศ ซึ่งอาจไม่เติบโตได้ดีเท่าที่หลายฝ่ายหวังไว้ นอกเหนือจากความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงในภูมิภาคเอง เช่น เรื่องการเมืองและการเลือกตั้งทั่วไปทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อสังเกต

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รายงานสถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยในปี 2565 ว่ามีโครงการจำนวนทั้งสิ้น 1,070 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 433,971 ล้านบาท เมื่อจัดอันดับแหล่งที่มาของเงินทุนแล้วพบว่า ปี 2565 สิงคโปร์เป็นประเทศเป็นประเทศผู้ลงทุนสูงสุดอันดับที่ 5 ของไทย มูลค่าการลงทุนกว่า 44,286 ล้านบาท และสถิติ FDI ในไทย ช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ปรากฏว่า สิงคโปร์เป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 2 ของไทยจาก 10 ประเทศที่มีเงินลงทุนมากที่สุด โดยไทยมีจุดเด่นจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และความสามารถในการผลิตที่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ดังนั้นจึงมี FDI ด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างการผลักดันเป้าหมายที่การเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในอาเซียน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ดึงดูด FDI เข้าสู่ตลาด ASEAN 6 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) มากที่สุด ได้แก่ (1) ภาคการเงินและประกัน (2) ภาคการผลิต (3) ภาคการค้าส่งและค้าปลีก (4) ภาคอสังหาริมทรัพย์ (5) ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้คิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของ FDI ทั้งหมดในภูมิภาคในปีที่แล้ว ซึ่งแต่ละประเทศในอาเซียนต่างก็มีจุดเด่นที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงเป็นของตัวเองต่างกัน ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจของแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายสินค้าและบริการในตลาดต่างประเทศได้อย่างมียุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจล่าสุดในภูมิภาค


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


ข้อมูลอ้างอิง