
ภาคเอกชนสายเทคโนโลยีแนะนำทักษะจำเป็นในโลกยุคใหม่ ถอดบทเรียนจากเวที Thai Tech Talent Networking ณ สิงคโปร์
ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดของทุกประเทศกลับไม่ใช่เทคโนโลยีแต่คือบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญระดับสูง
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ ได้ร่วมกับภาคเอกชนสายเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Shopee และ Garena (ในเครือ Sea Limited) จัดกิจกรรม Thai Tech Talent Networking: Building Future Careers with Shopee and Garena เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองถึงทิศทางของตลาดแรงงาน รวมถึงยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคลากรกลับมาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย
บทความนี้สรุปสาระสำคัญและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์จากงานเสวนาดังกล่าว ซึ่งสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทักษะแห่งอนาคตและเสียงสะท้อนจากบุคลากรศักยภาพสูงในต่างแดน
3 ทักษะแห่งอนาคตที่ขาดไม่ได้ในยุค AI
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกสายงาน ข้อกังวลเรื่อง AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ยังคงเป็นที่ถกเถียง อย่างไรก็ตาม มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชี้ให้เห็นว่า AI จะไม่ทดแทนมนุษย์ แต่ผู้ที่ใช้ AI ไม่เป็นต่างหากที่จะถูกทดแทน บุคลากรในโลกยุคใหม่จึงจำเป็นต้องยกระดับตนเองไปสู่บทบาทการกำกับดูแลและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (AI Oversight) โดยผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำถึง 3 ทักษะแกนหลักที่ตลาดแรงงานต้องการ ได้แก่
1. ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Literacy) ความเข้าใจและการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล แก้ปัญหาซับซ้อน และตั้งคำถามที่ถูกต้องต่อผลลัพธ์ที่ได้จาก AI
3. ความเข้าใจเชิงลึกในอุตสาหกรรม (Domain Expertise) ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสายอาชีพของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถเลียนแบบความซับซ้อนของบริบทการทำงานจริงได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ในประเด็นกระแสการเลิกจ้างในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนมองว่า นี่คือกระบวนการปรับโครงสร้างเพื่อมุ่งเน้นประสิทธิภาพ (Optimization) ทักษะสำคัญอีกประการที่บุคลากรต้องมีคือ ความสามารถในการปรับตัว (Resilience) และการตื่นตัวในการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้พร้อมรับมือกับพลวัตที่รวดเร็วของตลาดแรงงาน
ผสานจุดแข็งข้ามวัฒนธรรม: ผลสัมฤทธิ์แบบสิงคโปร์กับความยืดหยุ่นแบบไทย
การทำงานในองค์กรระดับสากลจำเป็นต้องเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม สิงคโปร์มีวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ (Result-oriented) รวดเร็ว และมีความเป็นสากลสูง ในขณะที่จุดเด่นของคนไทยคือความยืดหยุ่น (Flexibility)
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากบุคลากรไทยสามารถผสานความมุ่งมั่นในผลลัพธ์แบบสิงคโปร์ เข้ากับทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และการประสานงาน (Interpersonal & Collaboration Skills) จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ (Competitive Advantage) ที่ช่วยยกระดับการทำงานข้ามวัฒนธรรมและก้าวขึ้นสู่ระดับบริหารได้
ถอดรหัสปัจจัยดึงดูดบุคลากรศักยภาพสูงกลับประเทศ
จากการหารือร่วมกับกลุ่มผู้เข้าร่วมงานกว่า 120 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 61 อยู่ในสายงานเทคโนโลยี วิศวกรรม และธุรกิจ นวัตกรรม และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ พบว่าปัจจัยที่ดึงดูดให้บุคลากรเหล่านี้ยังคงทำงานในสิงคโปร์ (Pull Factors) ประกอบด้วย
1. ความก้าวหน้าทางวิชาชีพและผลตอบแทน ระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี (Tech Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง อัตราค่าตอบแทนที่สูง และอัตราภาษีที่จูงใจ อย่างไรก็ตาม ค่าตอบแทนไม่ใช่ปัจจัยเดียว บุคลากรศักยภาพสูงยังมองหาระบบนิเวศการทำงานที่ให้อิสระ (Independence) และเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation)
2. คุณภาพชีวิต (Quality of Life) มาตรฐานการครองชีพ ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบ
บทบาทของภาครัฐ: จาก Brain Drain สู่ Brain Circulation
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญจากเวทีนี้คือ นอกจากความพยายามในการดึงบุคลากรศักยภาพสูงให้กลับประเทศไทยแล้ว (Brain Drain Reversal) สิ่งที่สำคัญและควรมีการผลักดันจากภาครัฐคือการสร้างเครือข่ายบุคลากรที่ที่ความรู้และศักยภาพสูง (Brain Circulation) ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกลุ่มคนไทยศักยภาพสูงในต่างแดน ให้เข้ามามีบทบาทในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สร้างเครือข่ายระหว่างกัน และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายดิจิทัลของประเทศ
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์
แหล่งข้อมูล:
- Cover Image: Freepik