แบรนด์ต่างชาติรุกธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสิงคโปร์ ดันค่าเช่า-การแข่งขันสูง

ตามข้อมูลของสำนักงานกำกับดูแลการบัญชีและกิจการบริษัท (ACRA) ระบุว่า ในปี 2567 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในสิงคโปร์ปิดกิจการลงเป็นจำนวน 3,047 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2548 หากแต่ในทางตรงกันข้าม ในปี 2567 กลับมีการเปิดกิจการใหม่ถึง 3,791 ราย ส่งผลให้มีจำนวนธุรกิจเพิ่มสุทธิ 744 ราย ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับการเพิ่มสุทธิ 860 รายในปี 2566 การปิดตัวของกลุ่มร้านอาหารดัง เช่น ร้านในเครือ Prive Group และการปิดสาขาหลายแห่งของ Haidilao ยิ่งตอกย้ำถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญ

ข้อมูลจากสำนักสถิติสิงคโปร์ (SingStat) ระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารของสิงคโปร์หดตัวร้อยละ 0.9 ในปี 2567 ถือเป็นการพลิกกลับอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตัวร้อยละ 5.6 ในปี 2566 สาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายที่ลดลงของร้านอาหารแบบเร่งด่วน คาเฟ่ และร้านอาหาร ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจจัดเลี้ยงอาหารจะเติบโตก็ตาม ในขณะที่ ยอดขายบริการอาหารและเครื่องดื่มในเดือนกรกฎาคม 2568 ของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) จากที่ทรงตัวในเดือนมิถุนายน และมูลค่าการขายรวมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยประมาณร้อยละ 25.9 มาจากการขายออนไลน์ ลดลงจากร้อยละ 26.8 ในเดือนมิถุนายน 2568 แต่สูงกว่าระดับร้อยละ 23.8 ในเดือนกรกฎาคม 2567

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ระบุว่า ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยยอดขายในเดือนกรกฎาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสามปี ขณะที่กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) คาดการณ์ว่า ในเดือนสิงหาคม การเติบโตของภาคธุรกิจนี้จะซบเซา เนื่องจากชาวสิงคโปร์ใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น

ตามรายงานของ CNA นักวิเคราะห์ระบุว่า สาเหตุที่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในสิงคโปร์ชะลอตัว มาจากค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่าซึ่งกระตุ้นให้ชาวสิงคโปร์ใช้จ่ายในต่างประเทศมากขึ้น และได้รับประสบการณ์จากการรับประทานอาหารหรูหรืออาหารมีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวที่อ่อนตัวลง เนื่องจากสิงคโปร์กลายเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงขึ้น ดังนั้น ร้านอาหารสิงคโปร์ไม่ได้เพียงแข่งขันกันเอง แต่ยังต้องแข่งขันกับตลาดร้านอาหารในภูมิภาคทั้งหมด

ผลสำรวจจาก YouGov เกี่ยวกับการใช้จ่ายในอีกหกเดือนข้างหน้าพบว่า หมวดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน(Dining out) เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ผู้บริโภควางแผนลดงบประมาณลง โดยร้อยละ 26 ระบุว่า จะใช้จ่ายน้อยลง ขณะที่มีเพียงร้อยละ 13 ที่ตั้งใจจะเพิ่มการใช้จ่ายในหมวดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการรัดเข็มขัดในด้านการรับประทานอาหารนอกบ้าน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงและการจัดสรรรายได้อย่างระมัดระวัง

สำหรับเชฟหลายคน การได้ดาวมิชลินถือเป็นความสำเร็จสำคัญ แต่ในตลาดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของสิงคโปร์ที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว การมีดาวมิชลินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เจ้าของร้านยังต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าและรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น ค่าจ้าง วัตถุดิบ และค่าเช่า การสร้างสรรค์และรักษาความน่าสนใจของร้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในตลาดที่มีตัวเลือกมากมาย

ถึงแม้ว่าค่าเช่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่สำคัญ กลุ่มผู้เช่าบางกลุ่มวิจารณ์ผู้ประกอบการต่างชาติว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าเช่าสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจสิงคโปร์บางรายให้สัมภาษณ์กับ CNA มองว่า การเข้ามาของผู้ค้าปลีกจีนทำให้ค่าเช่าสูงขึ้น อย่างไรก็ดี แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจีนที่ดำเนินกิจการในสิงคโปร์ยืนยันว่าไม่ได้จ่ายค่าเช่าสูงขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์ให้ภาพที่ซับซ้อนขึ้น โดยระบุว่าเป็นเพียง “กลไกตลาด”

Mr. Andy Hoon ประธานธุรกิจสิงคโปร์ Bosses Network กล่าวว่า ผู้เล่นจีนเหล่านี้ดูเหมือนมีทรัพยากรไม่จำกัด มีเงินทุนมหาศาล หากค่าเช่าคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 30–40 เหรียญสิงคโปร์ต่อตารางฟุต ผู้เช่าชาวสิงคโปร์มักเสนอประมาณ 36–38 เหรียญสิงคโปร์ แต่แบรนด์จีนอาจเสนอถึง 45 เหรียญสิงคโปร์

ด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความตกลงการค้าเสรีจีน–สิงคโปร์ในปี 2566 นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศจีนชะลอตัว นักลงทุนจีนจึงได้ขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นจุดหมายของแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจีน เห็นได้จากภายในเดือนธันวาคม 2567 มีแบรนด์อาหารจากจีนมากกว่า 60 แบรนด์เปิดร้านรวมกว่า 6,100 แห่ง ในภูมิภาค โดยนักลงทุนมองว่า สิงคโปร์เป็นสนามทดสอบสำหรับการขยายตัวในภูมิภาคและระดับโลก ด้วยทรัพยากรทางการเงินที่มากกว่า จึงยินดีจ่ายค่าเช่าและค่าจ้างสูง พร้อมระบบซัพพลายเชนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งมักบริหารงานจากจีนโดยตรง

ผู้จำหน่ายสินค้าและวัตดุดิบต่างเริ่มเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การชำระเงินไม่ตรงเวลา การตัดสินค้าราคาแพง ออกจากเมนู เช่น ไมโครกรีนและดอกไม้กินได้ เพราะส่งผลกระทบต่อรายได้ของร้าน หรือปริมาณคำสั่งซื้อที่ลดลง Ms. Koshela V จากบริษัท Alkemal Foods ที่จัดจำหน่ายเครื่องเทศ เครื่องปรุง อาหารพร้อมรับประทาน กล่าวว่า การปิดร้านอาหารบางครั้งทำให้บริษัทเหลือสินค้าคงเหลือในโกดังเกินความจำเป็น

Mr. Andre Huber กรรมการผู้จัดการของบริษัท Huber’s ระบุว่า ในบรรดาร้านอาหาร 1,000 แห่งที่บริษัทให้บริการ มี 40–50 แห่งปิดกิจการไปแล้วในปีนี้ และเชื่อว่ายังมีร้านอื่น ๆ ที่อาจปิดตาม เนื่องจากหลายร้านรายงานว่ายอดขายลดลงถึงร้อยละ 50 ร้านอาหารระดับกลางถึงสูงได้รับผลกระทบมากกว่า เชฟหลายคนถามหาวัตถุดิบราคาถูกลง เพื่อลดราคาจานอาหารและดึงดูดลูกค้า

ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ

สิงคโปร์ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านค้าปลีกและอาหารเครื่องดื่มของภูมิภาค ด้วยศักยภาพด้านกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐานล้ำสมัย และศูนย์กลางเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตลาดมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากแบรนด์ต่างชาติที่มีเงินทุนหนา เทคโนโลยีครบครัน ผู้ประกอบการในสิงคโปร์จึงจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญทั้งความคุ้มค่า คุณภาพ และได้รับประสบการณ์แปลกใหม่

สำหรับผู้ส่งออกไทย ตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มสิงคโปร์ยังคงเปิดกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเน้นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพ การวางกลยุทธ์เชิงรุก เช่น การพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้ในตลาดสิงคโปร์ ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องควบคุมคุณภาพ รักษาต้นทุนการผลิต เพื่อรับมือกับการแข่งขันด้านราคา และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์


แหล่งอ้างอิง: