
DITP: สิงคโปร์จัดตั้งหน่วยงานอวกาศแห่งชาติเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอวกาศ
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายตัน ซี เล็ง รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยในงาน Space Summit เป็นครั้งแรกว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะจัดตั้งหน่วยงานอวกาศแห่งชาติสิงคโปร์ (National Space Agency of Singapore: NSAS) ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านอวกาศ สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากโอกาสของเศรษฐกิจอวกาศที่กำลังขยายตัว และเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงอวกาศในรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ การจัดตั้ง NSAS จะช่วยยกระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับประเทศและภูมิภาค ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของทรัพย์สินอวกาศในบริบทที่พื้นที่อวกาศมีความหนาแน่นมากขึ้น โดยสิงคโปร์มีการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี
ปัจจุบัน รัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของร่วมดาวเทียมสำรวจโลกจำนวน 3 ดวง ร่วมกับบริษัท ST Engineering และมีแผนจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแบบบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการกำหนดภารกิจดาวเทียมและการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงลึก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคส่วนสำคัญ อาทิ การดำเนินงานท่าเรือ การวางผังเมือง การติดตามสภาพแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร
สิงคโปร์จะพิจารณาพัฒนากลุ่มดาวเทียมเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของประเทศและการใช้งานในพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรับรู้สถานการณ์อวกาศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของทรัพย์สินอวกาศ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอวกาศที่มีความแออัดเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หน่วยงานอวกาศแห่งชาติสิงคโปร์ (NSAS) จะทำหน้าที่พัฒนากฎหมายและกฎระเบียบด้านกิจการอวกาศ
โดยมุ่งสร้างกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อนวัตกรรมและภาคธุรกิจภายใต้มาตรฐานสูงด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนของอวกาศ พร้อมทั้งต่อยอดภารกิจจากสำนักงานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอวกาศ (OSTIn) ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (EDB) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศของประเทศมาตั้งแต่ปี 2556 นอกจากนี้ สิงคโปร์จะลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศสาขาเกิดใหม่ อาทิ เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน โดยเฉพาะการใช้ดาวเทียมสำรวจระยะไกลเพื่อติดตามการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของอวกาศ การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรับรู้สถานการณ์อวกาศ และแนวทางจัดการเศษซากอวกาศ ตลอดจนการวิจัยในสภาวะไร้น้ำหนักเพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของมนุษย์
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 200 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ภายใต้โครงการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของสถาบันและภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอวกาศให้ตั้งฐานในประเทศ เสริมบทบาทสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางบริการอวกาศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นระบบ และการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศกับองค์กรอวกาศชั้นนำ อาทิ องค์การอวกาศยุโรป และหน่วยงาน IN-SPACe ของอินเดียประเทศอินเดีย
ความคิดเห็นของสคต. และข้อเสนอแนะ
การจัดตั้งหน่วยงานอวกาศแห่งชาติของสิงคโปร์แสดงให้เห็นถึงการพร้อมเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในเศรษฐกิจอวกาศโลก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดว่าจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเป็น 1.8
ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578
การลงทุนเชิงระบบทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย เทคโนโลยี และบุคลากร แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสิงคโปร์ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ดาวเทียม KNACKSAT-2 ที่ถูกพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจร แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย แม้อุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทยในปัจจุบันอาจยังมีขนาดไม่
ใหญ่มากนัก แต่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ การพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของบุคลากรไทยในอุตสาหกรรมใหม่นี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในบริบทที่หลายภาคอุตสาหกรรมเริ่มนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้
ประเทศไทยมีแผนเพิ่มจำนวนดาวเทียมอีก 16 ดวงภายในระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง “สเปซพอร์ต” (Spaceport) เพื่อใช้เป็นฐานปล่อยจรวดสู่อวกาศในลักษณะคล้ายสนามบิน
ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์
แหล่งข้อมูล:
- Cover Image: