สิงคโปร์เปิดตัวแผนแม่บทการพัฒนาการท่องเที่ยวปี 2583 (Singapore Tourism 2040)

สิงคโปร์ถือเป็นแบบอย่างประเทศที่ก้าวข้ามขีดกำจัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยระยะเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษเพื่อพิสูจน์ว่า วิสัยทัศน์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ คือกลไกที่ทรงพลังในการสร้างชาติ

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แผนแม่บทการพัฒนาการท่องเที่ยวปี 2558 (Tourism 2015) ต่อเนื่องสู่แผนแม่บทการพัฒนาการท่องเที่ยว
ปี 2568 (Tourism 2025) จนถึงหมุดหมายสำคัญในปัจจุบัน คือ แผนแม่บทการพัฒนาการท่องเที่ยวปี 2583 (Tourism 2040) ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

วิวัฒนาการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสิงคโปร์

สิงคโปร์เริ่มดำเนินการปฏิรูปภาคการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2547 ภายใต้แผน Tourism 2015 โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้งกองทุนร่วมกับนักลงทุนต่างชาติมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ กาสิโนและรีสอร์ตครบวงจร (Integrated Resorts-IRs) ชิงช้าสวรรค์สิงคโปร์ (Singapore Flyer) และพัฒนาเกาะเซนโตซา (Sentosa) โครงการเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวภายใต้ “อัตลักษณ์แห่งสิงคโปร์ (Uniquely Singapore)”

เมื่อรากฐานมีความพร้อม สิงคโปร์ได้เข้าสู่แผน Tourism 2025 ซึ่งเป็นยุคฟื้นฟูคุณภาพ ถึงแม้สิงคโปร์เผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19แต่กลับสร้างรายได้ภาคท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 29,800 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ในปี 2567) ผ่านกลยุทธ์การดึงดูดศิลปินระดับโลก อาทิ Taylor Swift และ Ed Sheeran รวมถึง
การจัดงานกิจกรรมระดับนานาชาติ เช่น การแข่งขันหมากรุกสากลชิงแชมป์โลก (FIDE World Chess Championship)

ปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามแผน Tourism 2040 โดยกำหนดเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวไว้ที่ 47,000-50,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ภายในปี 2583 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตที่มากกว่า 1.7 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2567 เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ยกระดับสิงคโปร์เป็น

1) จุดหมายปลายทางระดับโลก (World-class Destination)
2) เมืองที่มีชีวิตชีวาและมีเสน่ห์ (Vibrant and endearing home)
3) เมืองนวัตกรรมระดับโลก (Global City of Innovation)

โดยดำเนินการผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้

สามเสาหลักในการขับเคลื่อน Tourism 2040

1. การสร้างอุปสงค์เพื่อการเติบโต (Cultivating High-Value Demand)


มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมการพำนักระยะยาวและมีปริมาณการใช้จ่ายสูง ผ่านแนวทางดังนี้

1.1 การขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ (Growing Mice Tourism) เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2 เท่า นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่า ตลาด MICE ทั่วโลกจะมีมูลค่าเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก

1.2 การรักษาฐานอุปสงค์และให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ (Leisure Visitors Remain Important) สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการเดินทางทั้งเพื่อการทำงานและการพักผ่อน โดยมุ่งเน้นกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน กลุ่มผู้ประกอบอาชีพมั่นคง และกลุ่มผู้สูงอายุ

1.3 การยกระดับขีดความสามารถในการดึงดูดผู้โดยสารผ่านแดนและผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Capturing More Transit and Transfer Passengers) การเปิดใช้อาคารผู้โดยสาร 5 สนามบินชางงี จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับและกระตุ้นให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transit) เปลี่ยนมาเป็นการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าดึงดูด (Strengthen Destination Attractiveness)

2.1 แหล่งท่องเที่ยวย่านยุทธศาสตร์และธุรกิจโรงแรมระดับจุดหมายปลายทาง (Attractions, Precincts and Destination Hotels) ผลักดันแนวคิด “ครั้งแรกในโลก” (First-in-world Concepts) ผ่านแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่เกาะเซนโตซาและบริเวณโดยรอบ (Greater Sentosa Master Plan) ระยะที่หนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงเกาะเซนโตซาและเกาะบรานี (Brani) รวมถึงสร้างสถานที่หมุดหมายสำคัญ (Landmark) ใหม่ “อิมเบียห์ แคนโนปี” (Imbiah Canopy) เพื่อเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติเชิงนิเวศ

2.2 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญ (Cruise) ขยายขีดความสามรถของศูนย์ล่องเรือมาริน่าเบย์ (Marina Bay Cruise Centre Singapore) เพื่อรองรับผู้โดยสารถึง 12,000 คน พร้อมนำเสนอประสบการณ์ใหม่ อาทิ การล่องเรือธีมดิสนีย์ แอดเวนเจอร์ (Disney Adventure) และการล่องเรือเชิงสุขภาพ (Wellness Cruises)

2.3 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ชูจุดเด่น “เมืองในธรรมชาติ (City in Nature)” แบบองค์รวม ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ศูนย์สุขภาพ สปาทางการแพทย์ คลินิกยืดอายุ (longevity clinics) และโรงแรมเพื่อสุขภาพ

2.4 กิจกรรมนันทนาการและกิจกรรมระดับโลก (Leisure Events) ดึงดูดกิจกรรมกีฬา วิถีชีวิต (lifestyle) และเทศกาลดนตรีระดับโลก อาทิ คอนเสิร์ต BTS World Tour (ธันวาคม 2569) การแข่งขันอีสปอร์ต PGL Major Singapore และการแข่งขัน F1 Sprint เป็นครั้งแรกในปี 2569

3. การพัฒนาการท่องเที่ยวให้พร้อมสู่อนาคต (Advancing the Development of a Future-Ready)

3.1 การสนับสนุนภาคธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Supporting Business to Develop Quality Tourism Products) จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูโรงแรม (Hotel Rejuvenation Fund) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ พัฒนานวัตกรรม และการนำแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงความยั่งยืนมาปรับใช้ธุรกิจ ได้แก่

  • กองทุนยกระดับประสบการณ์ (Experience Step-Up Fund) สนับสนุนสถานประกอบการในการศึกษาตลาดและแนวคิดทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ รวมถึงช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายบุคคลากร ค่าเช่าสถานที่ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในช่วงปิดปรับปรุง (Downtime)
  • กองทุนคิกสตาร์ท (Kickstart Fund) สนับสนุนการจัดงานกิจกรรมท้องถิ่นในการสร้างอัตลักษณ์ของตราสินค้า (Branding) และขยายขีดความสามารถในการเติบโต
  • โครงการส่งเสริมกิจกรรมทางธุรกิจในสิงคโปร์ (Business Events in Singapore-BEiS Scheme) ยกระดับการจัดงานทางธุรกิจเชิงคุณภาพ โดยขยายการสนับสนุนรายการนำเที่ยวเพื่อสำรวจและประเมินสถานที่ (Familiarisation trips) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงานในการตัดสินใจเลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่จัดงานหลัก

3.2 การเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Accelerating Productivity) โดยคณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) ร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม จัดโครงการการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Accelerating Productivity) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว รวมถึงขับเคลื่อนประสิทธิภาพและการเปลี่ยนผ่านการพัฒนาขีดความสามารถและเทคโนโลยี (Capability Development & Technology) อาทิ โครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศและทักษะความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว (Tourism Leadership Excellence and Advancement Programme/T-LEAP) ความร่วมมือกับศูนย์การเรียนรู้ภายใต้เครือข่ายของสมาพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติสิงคโปร์ (NTUC LearningHub- LHUB) ในหลักสูตรด้านความยั่งยืน การบริการที่เป็นเลิศ และเทคโนโลยี ตลอดจนการนำปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) เทคโนโลยีโลกเสมือน (Extended Reality-XR) และหุ่นยนต์มาเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคคลากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.3 อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน (Sustainable Industry) มุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero 2050) ผ่านกลไกเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่

  • แผนแม่บทความยั่งยืนสำหรับแหล่งท่องเที่ยว (Attractions Sustainability Roadmap)
  • คู่มือการลดก๊าซคาร์บอนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว (Decarbonisation Playbook)
  • เกณฑ์มาตรฐานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสถานที่จัดงานกลุ่ม MICE (MICE Venue Carbon Baseline) เป็นระบบติดตามและลดการปล่อยคาร์บอนจากการจัดกิจกรรมทางธุรกิจ โดยกำหนดเป้าหมายให้สถานที่จัดงาน MICE และโรงแรมต้องได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนภายในปี 2568 และขยายผลสู่แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ภายในปี 2571 เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บทสรุป

จากแผนแม่บทแรก Tourism 2015 ที่เน้นสร้างสิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานจนถึง Tourism 2040 ที่ขยับ
ไปสู่การมุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณไปสู่คุณภาพของการท่องเที่ยว ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่เพียงเกิดจากแค่งบประมาณมหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่หากเกิดจากการกลยุทธ์ที่ชัดเจน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยสิงคโปร์ชี้ในเห็นว่า แนวโน้มการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอนาคตจะอยู่บนสามแกนหลัก ได้แก่ (1) คุณภาพของอุปสงค์ ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง (High-value) ที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ (2) ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี โดยการนำเทคโนโลยีมาเสริมการทำงานของมนุษย์ และ (3) การเปลี่ยนความยั่งยืนเป็นมาตรฐานไม่เพียงแค่เป็นทางเลือก


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล: