สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร์: ศักยภาพตลาด การเข้าถึง และความสามารถในการแข่งขัน –

ตอนที่ 1: ภาพรวม สถิติและส่วนแบ่งทางการตลาด และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์

สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร์: ศักยภาพตลาด การเข้าถึง และความสามารถในการแข่งขัน

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสิงคโปร์ (Business Information Centre – BIC) ภายใต้การกำกับดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ ได้ดำเนินการจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลด้านการส่งเสริมภาคธุรกิจเกษตรเพื่อการบริโภคของไทย ภายใต้หัวข้อ “White Paper on Market Potential, Market Accessibility and Market Competitiveness of Thailand Agricultural & Agrotechnology Produces & Products in Singapore” เพื่อหาแนวทางส่งเสริมศักยภาพของสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภค ลดอุปสรรคด้านการค้า ตลอดจนเพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากรายงานการศึกษาวิจัยดังกล่าว ศูนย์ BIC ได้เรียบเรียงเป็นชุดบทความ “สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร์: ศักยภาพตลาด การเข้าถึง และความสามารถในการแข่งขัน” เพื่อนำเสนอข้อมูล มุมมองเชิงวิเคราะห์ และแนวทางการปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่สิงคโปร์ โดยบทความชุดนี้ครอบคลุมการศึกษาตามหมวดสินค้าหลัก ได้แก่ เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมู สัตว์ปีก ปลาและอาหารทะเล ผักและผลไม้สด ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์นม และข้าว

การนำเสนอบทความชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ เข้าใจบริบทการแข่งขัน ตลอดจนวางแผนการเข้าถึงตลาดสิงคโปร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีเนื้อหาทั้งหมด 6 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 ภาพรวม สถิติและส่วนแบ่งทางการตลาด และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์
ตอนที่ 2 สถานการณ์สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคในสิงคโปร์และการส่งออกของไทย
ตอนที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ โอกาสและความท้าทายของสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร
ตอนที่ 4 กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตอนพิเศษ บทที่ 4: ข้อกำหนดด้านฉลากอาหารและการโฆษณา (Food Labelling and Advertisement Requirements)
ตอนที่ 5 ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคมายังสิงคโปร์
ตอนพิเศษ บทที่ 5: Checklist ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารในสิงคโปร์
ตอนที่ 6 ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย ข้อสรุปและข้อมูลเพิ่มเติม
ตอนพิเศษ บทที่ 6 Checklist เอกสารที่จำเป็นสำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยมายังสิงคโปร์


ตอนที่ 1: ภาพรวม สถิติและส่วนแบ่งทางการตลาด และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์

ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารไทยในสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรธรรมชาติ จึงพึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมดถึงร้อยละ 90 จากกว่า 180 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการค้าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นศูนย์กลางการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคที่เป็นไปเพื่อการส่งออกต่อ (re-export) ที่สำคัญระดับภูมิภาค ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ทั้งนี้ ไทยเป็นหนึ่งในแหล่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารที่สำคัญสำหรับสิงคโปร์

ในภาพรวมการนำเข้า/ส่งออก ในปี 2566 สิงคโปร์นำเข้าสินค้าทั้งหมดจากไทยมูลค่าประมาณ 16,227 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1และในปี 2567 ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การค้าโดยรวมระหว่างไทยกับสิงคโปร์มีมูลค่า 23,743.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยไทยส่งออกไปยังสิงคโปร์ราว 13,847.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และนำเข้าจากสิงคโปร์ 9,896.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็น 3,951.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์2 และในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายนของปี 2568 การค้าโดยรวมมีมูลค่า 11,807 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 7.98 โดยไทยส่งออก 6,999.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.20 และนำเข้าจากสิงคโปร์รวมมูลค่า 4,811 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลงร้อยละ 1.04

ทั้งนี้ จากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสิงคโปร์ในปี 2567 ประมาณการว่าเป็นสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคมูลค่ารวม 1,009.448 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์4 โดยสินค้าที่มีมูลค่าสูงลำดับต้น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ ปลา และอาหารทะเล ธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม ไข่ น้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์ที่รับประทานได้ เป็นต้น

สถิติและส่วนแบ่งทางการตลาด

แม้สิงคโปร์มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตอาหารในประเทศให้ได้ร้อยละ 30 ของความต้องการภายในปี 2573 ตามแผน “30 by 30” ซึ่งได้ขยายกรอบเวลาออกไปเป็นปี 2578 (ค.ศ. 2035) จึงอาจส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารลดลงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สิงคโปร์ยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน เช่น ค่าพลังงานและค่าแรง จึงยังต้องนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรจากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ต้นทุน และความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคง อย่างไรก็ดี ภาคการค้าปลีกของสิงคโปร์มีการแข่งขันสูงมาก โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์มุ่งเน้นผู้บริโภค (Consumer-oriented products) ยังไม่มีประเทศใดที่สามารถครองส่วนแบ่งทางตลาดได้เกินร้อยละ 16 สิงคโปร์มีปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรในแต่ละหมวดหมู่ตามแหล่งนำเข้าต่าง ๆ ดังนี้

ตารางแสดงประเภทสินค้าและแหล่งนำเข้าหลักสู่สิงคโปร์ในปี 25665

ประเภทสินค้ามูลค่านำเข้าโดยประมาณแหล่งนำเข้าหลักสถานการณ์ผู้ผลิตในประเทศ
เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว429 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. บราซิล ร้อยละ 28
2. ออสเตรเลีย ร้อยละ 26
3. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 14
4. นิวซีแลนด์ ร้อยละ 8
สิงคโปร์ไม่ได้ผลิตเนื้อวัวเอง
เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมู556 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. บราซิล ร้อยละ 40
2. เยอรมนี ร้อยละ 10
3. ออสเตรเลีย ร้อยละ 10
4. สเปน ร้อยละ 8
5. จีน ร้อยละ 6
6. เนเธอร์แลนด์ ร้อยละ 5
7. สหรัฐฯ ร้อยละ 3
มีการนำเข้าหมูมีชีวิตจากอินโดนีเซียเพื่อชำแหละและจัดจำหน่ายในตลาดสด/ซูเปอร์มาร์เก็ต
เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก691 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. บราซิล ร้อยละ 51
2. ไทย ร้อยละ 29
3. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 6
4. มาเลเซีย ร้อยละ 5
มีการนำเข้าไก่มีชีวิตจากมาเลเซียและนำมาแปรรูปในประเทศ
ปลาและอาหารทะเล1.75 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. มาเลเซีย ร้อยละ 16
2. เวียดนาม ร้อยละ 14
3. จีน ร้อยละ 13
4. อินโดนีเซีย ร้อยละ 8
5. ญี่ปุ่น ร้อยละ 8
สิงคโปร์นำเข้าอาหารทะเลร้อยละ 90 อีกส่วนมาจากฟาร์มเลี้ยงในทะเลของสิงคโปร์ (ผลิตได้ 3,533 ตัน ในปี 2567)
ผลิตภัณฑ์นม1.49 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. นิวซีแลนด์ ร้อยละ 8
2. ออสเตรเลีย ร้อยละ 8
3. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 6
4. ไทย ร้อยละ 6
บริษัทท้องถิ่นมีความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากมีชื่อเสียงในตลาดและราคาย่อมเยา
ผลไม้สด780 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. จีน ร้อยละ 16
2. มาเลเซีย ร้อยละ 14
3. ออสเตรเลีย ร้อยละ 13
4. แอฟริกาใต้ ร้อยละ 9
5. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 9
สิงคโปร์ผลิตผลไม้สดได้น้อย
ผัก3.47 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. มาเลเซีย ร้อยละ 18
2. จีน ร้อยละ 15
3. ไทย ร้อยละ 8
4. อินเดีย ร้อยละ 8
5. ออสเตรเลีย ร้อยละ 7
ในปี 2567 ร้อยละ 3 ของผักที่บริโภคในสิงคโปร์ปลูกภายในประเทศ
ผลไม้แปรรูป192 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. จีน ร้อยละ 21
2. อินโดนีเซีย ร้อยละ 12
3. มาเลเซีย ร้อยละ 11
4. ไทย ร้อยละ 9
5. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 9
สิงคโปร์ไม่ใช่ผู้ผลิตผลไม้แปรรูปรายสำคัญ
ถั่วเปลือกแข็งจากพืชยืนต้น (Tree Nuts)203 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. มาเลเซีย ร้อยละ 23
2. อินโดนีเซีย ร้อยละ 20
3. สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 13
4. ไทย ร้อยละ 9
สิงคโปร์ไม่ใช่ผู้ผลิตถั่วสำหรับบริโภครายสำคัญ
ไข่ไก่ทั้งเปลือก297 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. มาเลเซีย ร้อยละ 64
2. ไทย ร้อยละ 20
3. ยูเครน ร้อยละ 6
4. จีน ร้อยละ 4
5. โปแลนด์ ร้อยละ 2
ปี 2567 ฟาร์มไข่ไก่ภายในประเทศผลิตได้ร้อยละ 34.4 ของการบริโภคทั้งหมด
ข้าว402 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1. อินเดีย ร้อยละ 36
2. ไทย ร้อยละ 33
3. เวียดนาม ร้อยละ 25
4. ญี่ปุ่น ร้อยละ 3
5. กัมพูชา ร้อยละ 2
ในปี 2566 สิงคโปร์เป็นผู้นำเข้าข้าวอันดับที่ 34 ของโลก จากทั้งหมด 223 ประเทศ

แนวโน้มการนำเข้าสินค้าแปรรูปและอาหารพร้อมทานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วของผู้บริโภคในสิงคโปร์ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปพร้อมทานของไทย เช่น เครื่องปรุง/เครื่องแกงสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวไทย เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในร้านค้าปลีก

ความนิยมของสินค้าไทยในสิงคโปร์ไม่ได้มาจากคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่สินค้าไทยได้รับการยอมรับในด้านรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คุณภาพที่สม่ำเสมอ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนของตลาด และภาพลักษณ์ที่ดีของ “ความเป็นไทย” ในสายตาของผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความภักดีต่อแบรนด์สินค้า อีกทั้งรัฐบาลไทยยังมีนโยบาย “การทูตด้านอาหาร”(Gastrodiplomacy) ตั้งแต่ปี 2545 ในโครงการ Global Thai Restaurant และการรับรองร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารด้วยตรา Thai SELECT เพื่อรับประกันคุณภาพและความเป็นต้นตำรับ โดยในสิงคโปร์มีร้านอาหารไทยมากกว่า 200 แห่ง ในหลากหลายระดับและราคา

แนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์

ผู้บริโภคในสิงคโปร์ยังมีแนวโน้มซื้อสินค้าที่มีความสดใหม่ ปลอดภัย และราคาไม่แพง โดยผลสำรวจจาก Channel News Asia (CNA) ที่จัดทำโดย YouGov ในปี 2567 ชี้ให้เห็นสถิติของปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของผู้บริโภคสิงคโปร์ในสินค้าบางหมวดหมู่ ดังนี้
(1) ผู้บริโภคร้อยละ 63 เลือกผักท้องถิ่นเพราะมองว่าสดกว่า ร้อยละ 45 เลือกผักนำเข้าเพราะราคาถูกกว่า และร้อยละ 30 – 40 ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจน เนื่องจากเลือกซื้อผักจากปัจจัยความปลอดภัย เช่น ปราศจากยาฆ่าแมลง หรือเพื่อสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น
(2) ผู้บริโภคร้อยละ 66 เลือกไข่นำเข้าเพราะราคาถูกกว่า และร้อยละ 40-50 เลือกไข่ท้องถิ่นเพราะมองว่าสดกว่าและปลอดภัยกว่า
(3) ผู้บริโภคร้อยละ 65 เลือกอาหารทะเลท้องถิ่นเพราะมองว่าสดและปลอดภัยกว่า และร้อยละ 7 เลือกอาหารทะเลนำเข้าเพราะราคาถูกกว่า

จากผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเทศต้นทางของสินค้าที่เลือกซื้อ จำนวน 198 ราย ตามรายงาน White Paper on Market Potential, Market Accessibility and Market Competitiveness of Thailand Agricultural & Agrotechnology Produces & Products in Singapore ปี 2568 พบว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการสำรวจของ YouGov และ CNA โดยปัจจัยที่ผู้บริโภคสิงคโปร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ได้แก่ คุณภาพ ความสดใหม่ และราคา ขณะที่ปัจจัยด้านประเทศต้นทางของสินค้าไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากนักในการตัดสินใจซื้อ

ทั้งนี้ ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีทัศนคติค่อนข้างเป็นกลางต่อผลิตภัณฑ์เกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในตลาดสิงคโปร์ เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากประเทศอื่น โดยพิจารณาในประเด็นด้านคุณภาพ ความคุ้มค่าและราคา ความสดใหม่ ตลอดจนความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มีวางจำหน่าย

อนึ่ง จากผลสำรวจนี้พบว่า สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ข้าวไทย (ร้อยละ 66.16) โดยมีผู้บริโภคร้อยละ 66.16 ตอบว่าเลือกซื้อข้าวจากไทย สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและทัศนคติในเชิงบวกอย่างชัดเจน อาหารแปรรูปและผักผลไม้สดได้รับความนิยมในลำดับถัดมา

กราฟแสดงเปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคในแต่ละหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์อาหารไทย รวมถึงผลไม้และผักสด, ข้าว, อาหารที่ปรุงกระบวนการ, และอื่นๆ

ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ

โดยสรุป ไทยนับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของสิงคโปร์ โดยครองสัดส่วนการนำเข้าที่มีนัยสำคัญและติด 5 อันดับแรกในหลายหมวดสินค้า อาทิ ข้าว เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม ผัก ผลไม้แปรรูป และไข่ไก่ทั้งเปลือก อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเผชิญการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากผู้ส่งออกชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบราซิล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ทั้งนี้ ผลการสำรวจยืนยันว่าผู้บริโภคสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ความสดใหม่ ความปลอดภัย และราคา มากกว่าปัจจัยด้านประเทศต้นทางของสินค้า ดังนั้น ไทยควรดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิต การสร้างความแตกต่างของสินค้า การสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ตลอดจนการทำการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างยั่งยืนในอนาคต


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งข้อมูล:

แหล่งอ้างอิง (Appendix):

  1. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2566 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  2. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2567 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.3365 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  3. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2568 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.3226 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  4. คำนวณโดยรวมหมวดผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์ซึ่งไม่ได้จัดประเภทไว้ในหมวดอื่น (Products of animal origin n.e.c.) มูลค่า 104,247 ดอลลาร์สิงคโปร์2 ↩︎
  5. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2566 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎