สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร์: ศักยภาพตลาด การเข้าถึง และความสามารถในการแข่งขัน – ตอนที่ 2: สถานการณ์สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคในสิงคโปร์และการส่งออกของไทย

ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอาหารที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยมีความหลากหลาย ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานไปจนถึงสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ผลไม้ อาหารทะเล อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก การส่งออกสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคไปยังตลาดสิงคโปร์จึงมีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคใน 9 หมวดหมู่

สถานการณ์สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภค 9 หมวดหมู่

1. เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว

สิงคโปร์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเนื้อวัวเอง จึงนำเข้าเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวจากต่างประเทศ ในปี 2567 สิงคโปร์นำเข้าเนื้อวัวจากบราซิล ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์เป็นหลัก โดยออสเตรเลียและบราซิลถือเป็นผู้ส่งออกหลักให้แก่สิงคโปร์มาอย่างยาวนาน (traditional supplier) และมีราคาถูกกว่าประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ทั้งนี้ บราซิลมีส่วนแบ่งตลาดหลักจากเนื้อวัวแช่แข็ง (frozen) ขณะที่ออสเตรเลียมีส่วนแบ่งตลาดหลักจากเนื้อวัวแช่เย็น (chilled) และแช่แข็ง

อุตสาหกรรมผลิตเนื้อวัวของออสเตรเลียมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น คุณภาพและสถานะปลอดโรค ภาพลักษณ์สะอาดและเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต พันธุกรรมวัว อาหารสัตว์ และการตลาด นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของเนื้อได้ด้วยระบบ National Livestock Identification System (NLIS) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถระบุตัวตนปศุสัตว์รายตัวด้วยการติดแท็กหู

ปัจจุบัน ไทยได้รับการรับรองให้ส่งออกเฉพาะเนื้อวัวแปรรูป (processed) มายังสิงคโปร์ ในขณะที่เนื้อวัวบรรจุกระป๋อง (canned) ได้รับการรับรองในระดับประเทศให้ส่งออกมายังสิงคโปร์แล้ว แต่ยังไม่มีสถานประกอบการในไทยที่ได้รับอนุญาต

2. เนื้อหมูและผลิตภัณฑ์จากหมู

สิงคโปร์นำเข้าเนื้อหมูจากบราซิลเป็นหลัก ได้แก่ เนื้อหมูแช่แข็ง เนื้อหมูแปรรูป และเนื้อหมูกระป๋อง และจากประเทศอื่น ๆ เช่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และมีการนำเข้าหมูมีชีวิตเพื่อชำแหละและบริโภคในประเทศสิงคโปร์ จากรัฐซาราวักในมาเลเซียตะวันออก และบางพื้นที่ที่ได้รับการอนุมัติของอินโดนีเซีย โดย Singapore Food Agency (SFA) มีข้อกำหนดที่เข้มงวดเรื่องโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever – ASF)

บราซิลมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงจากปัจจัยต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ และต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำ เนื่องจากบราซิลเป็นผู้ผลิตหลักทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง นอกจากนี้ บราซิลยังได้รับประโยชน์จากความตกลงระดับประเทศ ได้แก่
(1) ความตกลงการแบ่งเขตโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF Regionalisation Agreement) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงกับ Ministry of Agriculture and Livestock (MAPA) ของบราซิล เพื่อให้ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรค ASF สิงคโปร์จะนำเข้าหมูจากบราซิลต่อได้จากพื้นที่ที่ไม่ติดเชื้อและมีมาตรการควบคุมสุขอนามัยตาม World Organisation for Animal Health (WOAH) ข้อตกลงนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้ บราซิลปราศจากโรค ASF ตั้งแต่ปี 2531 และได้รับการรับรองสถานะนี้อย่างเป็นทางการจาก WOAH

(2) ความตกลง MERCOSUR-Singapore Free Trade Agreement (MCSFTA) ระหว่างสิงโปร์กับกลุ่มประเทศ MERCOSUR (อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย) ซึ่งได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ความตกลงการค้าเสรีนี้จะยกเลิกภาษีนำเข้าประมาณร้อยละ 96 ของสินค้าภายในระยะเวลา 15 ปี โดยมีสินค้าประมาณร้อยละ 25 ได้รับสิทธิ์ปลอดภาษีทันที

ที่ผ่านมา ปริมาณส่งออกเนื้อหมูแปรรูปของไทยมายังสิงคโปร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2562 มีปริมาณ 68.69 ตัน ปี 2563 145.17 ตัน และปี 2564 185.48 ตัน ทั้งนี้ ภาครัฐไทยได้พยายามเจรจาเพื่อให้สิงคโปร์พิจารณารับรองแหล่งผลิตเนื้อหมูของไทยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบัน ไทยได้รับการรับรองให้ส่งออกเฉพาะเนื้อหมูแปรรูปและเนื้อหมูบรรจุกระป๋องมายังสิงคโปร์ได้ โดยผลิตภัณฑ์ทุกประเภทต้องผ่านความร้อนขั้นต่ำที่กำหนด

3. สัตว์ปีก

สิงคโปร์นำเข้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกจากบราซิลเป็นส่วนใหญ่ และนำเข้าไก่เนื้อ (broiler) มีชีวิตจากมาเลเซียตะวันตก (Malaysia Peninsular) และอินโดนีเซีย (เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับการอนุมัติ) เพื่อชำแหละต่อในประเทศ

เนื้อไก่จากบราซิลมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเช่นเดียวกับเนื้อหมู โดยต้นทุนอาหารสัตว์คิดเป็น 2 ใน 3 ของต้นทุนการผลิตในบราซิล ส่วนต้นทุนค่าแรงต่ำทำให้ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้แรงงานมากได้ เช่น เนื้อไก่ถอดกระดูก ทั้งนี้ ข้อตกลงการแบ่งเขตโรคไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI Regionalisation Arrangement) ของสิงคโปร์กับบราซิล จำกัดข้อห้ามการนำเข้านกสวยงาม สัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก จากฟาร์มที่พบการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์หรือไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (Highly Pathogenic Avian Influenza – HPAI) และโซนเฝ้าระวังในรัศมี 10 กิโลเมตรเท่านั้น ส่งผลให้บราซิลยังสามารถส่งออกสินค้าจากโซนที่ไม่ได้รับผลกระทบได้

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกหลักด้านเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกเข้าสู่ตลาดสิงคโปรเช่นกัน ทั้งในรูปแบบแช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และบรรจุกระป๋อง โดยในปี 2566 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกไปสิงคโปร์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 27.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์1 โดยไทยมีจุดเด่นในด้านการขนส่งสินค้าที่รวดเร็วและต่อเนื่อง คุณภาพแบบพรีเมียม ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ และข้อได้เปรียบด้านราคา แต่ยังเป็นรองจากบราซิล เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนอาหารสัตว์เช่นเดียวกับเนื้อหมู สำหรับการสนับสนุนจากภาครัฐของไทย กรมปศุสัตว์ร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยเพื่อกำกับดูแล ให้คำปรึกษาและตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตเพื่อการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดการนำเข้าของสิงคโปร์

4. ปลาและอาหารทะเล

สิงคโปร์นำเข้าปลาและอาหารทะเลถึงร้อยละ 90 โดยอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมได้แก่ กุ้งสด/แช่เย็น/แช่แข็ง (fresh/chilled/frozen prawns) ปูมีชีวิต หมึกกระดอง (cuttlefish) แช่แข็ง และหมึกกล้วย (squid) ส่วนที่เหลือมาจากการเพาะเลี้ยงในประเทศ ซึ่งในปี 2567 สิงคโปร์ผลิตอาหารทะเลได้เองสูงถึง 3,533 ตัน นอกจากนี้ ในปี 2568 ผู้บริโภคในสิงคโปร์มีแนวโน้มให้ความสนใจอาหารทะเลจากแหล่งผลิตยั่งยืนมากขึ้น โดยพิจารณาจากมาตรฐานการรับรองอย่าง Marine Stewardship Council (MSC) มาตรฐานสำหรับอาหารทะเลจากการประมงยั่งยืน และ Aquaculture Stewardship Council (ASC) มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

ไทยมีชื่อเสียงด้านการส่งออกอาหารทะเลโดยเฉพาะกุ้ง และสิงคโปร์ยังเป็นตลาดสำคัญอีกตลาดหนึ่งของไทยในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปอย่างไรก็ดีความพยายามของสิงคโปร์ในการกระจายแหล่งนำเข้าอาหารทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างประเทศผู้ส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดและลำดับของประเทศผู้ส่งออกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง โดยในไตรมาสแรกของปี 2568 สิงคโปร์มีปริมาณนำเข้าอาหารทะเลสูงสุด 4 อันดับแรกจากมาเลเซีย (มูลค่า 37.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) อินโดนีเซีย (มูลค่า  32.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) นอร์เวย์ (มูลค่า 30.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) และเวียดนาม (มูลค่า 28.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ที่ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่ 4 โดยมีมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า และครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 10.1

อย่างไรก็ดี ไทยยังไม่สามารถส่งออกขากบและหอยนางรมมีชีวิตมายังสิงคโปร์ได้1 โดยในเอเชีย มีเพียงอินโดนีเซียและเวียดนามที่ได้รับอนุมัติส่งออกขากบมายังสิงคโปร์ และญี่ปุ่นที่ส่งออกหอยนางรมมีชีวิตได้จากเมืองที่ระบุไว้เท่านั้น

5. ผักและผลไม้สด

ในปี 2567 ร้อยละ 3 ของผักที่บริโภคในสิงคโปร์มาจากการผลิตในประเทศ สิงคโปร์นำเข้าผลไม้เมืองร้อนในปี 2566 คิดเป็นมูลค่ารวม 87.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยนำเข้าจากออสเตรเลีย (22.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) มาเลเซีย (18.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ไทย (13.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ฟิลิปปินส์ (5.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) อินเดีย (4.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)2

ผักและผลไม้สดของไทยเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะผลไม้สด เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และมะพร้าวน้ำหอม ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ของสิงคโปร์ เนื่องด้วยระยะทางใกล้ ระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (cold chain) ที่มีประสิทธิภาพ และโครงการรับรองมาตรฐาน เช่น Good Agriculture Practices (GAP) ตรวจรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


6. ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่

แม้สิงคโปร์มีการผลิตไข่เพื่อบริโภคในประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยในปี 2567 ฟาร์ม 3 แห่งในสิงคโปร์ผลิตไข่ได้ร้อยละ 34.4 ของปริมาณการบริโภคไข่ทั้งหมดในประเทศ ความต้องการสินค้าสะดวกซื้อที่เพิ่มขึ้นของสิงคโปร์ส่งผลต่อการนำเข้าไข่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วงปี 2565–2566 มีการนำเข้าไข่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากไทย (34.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) และมาเลเซีย (2.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)3

ประเภทไข่ของไทยที่ได้รับการรับรองให้ส่งออกมาสิงคโปร์ได้ ได้แก่ ไข่ทั้งเปลือกที่ไม่ได้มาจากการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (shell, non free range) ไข่เค็ม/ไข่ที่ผ่านการถนอมอาหาร (salted/preserved) และไข่กระป๋อง โดยยังไม่ได้รับรองในประเภทไข่ทั้งเปลือกจากการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (shell, free range) และไข่ทั้งเปลือกพาสเจอร์ไรส์ (shell, pasteurised) ซึ่งยังไม่มีประเทศใดได้รับอนุมัติให้ส่งออกไข่ประเภทหลังนี้มาสิงคโปร์

ในปี 2566 ไทยส่งออกไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่มาสิงคโปร์คิดเป็นมูลค่ารวม 59.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนไข่แดงไม่ผ่านกระบวนการทำให้แห้ง (non-dried egg yolks) คิดเป็นมูลค่า 2.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์4 ทั้งนี้ ในปี 2567 ภาครัฐไทยยังดำเนินการเจรจาเพื่อเพิ่มการส่งออกไข่ออร์แกนิกสู่สิงคโปร์ และในปี 2568 เจรจาเพื่อให้สิงคโปร์พิจารณารับรองแหล่งไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ

7. อาหารแปรรูป

ตลาดอาหารแปรรูปในสิงคโปร์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง บริษัทให้คำปรึกษาบางรายคาดการณ์ว่าตลาดอาหารแปรรูปในสิงคโปร์ระหว่างปี 2568-2576 จะมีอัตราเติบโตต่อปีแบบทบต้น (compound annual growth rate – CAGR) ที่ร้อยละ 10.2 ตลาดขนมขบเคี้ยวในสิงคโปร์มีมูลค่ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (ready-to-eat) ก็เติบโตจากวิถีชีวิตที่ต้องการความสะดวกของผู้บริโภค นอกจากนี้ ตลาดซอสและเครื่องปรุงรสโดยรวมในสิงคโปร์ในปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่า 343.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์5 จากความต้องการของผู้บริโภคที่ทำอาหารเองที่บ้านหรือร้านอาหารที่ต้องการรสชาติเหมือนต้นตำรับและความสะดวก ทั้งนี้ สินค้าอาหารแปรรูปนำเข้าบางส่วนยังถูกนำไปบรรจุใหม่และส่งออกต่อ (re-export) ภายใต้แบรนด์ของสิงคโปร์เองอีกด้วย

สินค้าอาหารแปรรูปของไทยได้รับความนิยมจากรสชาติตามแบบฉบับไทยและความสะดวกในการบริโภค ในปี 2566 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลไม้แปรรูปคิดเป็นร้อยละ 9 ของมูลค่านำเข้าผลไม้แปรรูปทั้งหมดของสิงคโปร์ กลุ่มเครื่องปรุงจากไทย เช่น น้ำพริก ผงแกง น้ำปลา มีวางจำหน่ายแพร่หลายทั้งในร้านขายสินค้าไทย และในซูเปอร์มาร์เก็ตหลักของสิงคโปร์ ผลิตภัณฑ์อาหารอุ่นร้อนพร้อมทานจากไทยก็ได้รับความนิยมจากความสะดวกและเมนูที่ปรับให้เข้ากับความชอบของผู้บริโภคในท้องถิ่น

8. ผลิตภัณฑ์นม

ผลิตภัณฑ์นมจัดอยู่ในสินค้าอาหารนำเข้าหลัก 5 อันดับแรกของสิงคโปร์ โดยถือเป็นหนึ่งในหมวดสินค้านำเข้าที่มีการเติบโตสูง อย่างไรก็ดี บริษัทผลิตภัณฑ์นมในสิงคโปร์มีความสามารถในการแข่งขันสูง เนื่องจากเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคในประเทศ ทั้งยังจำหน่ายในราคาถูกกว่า

ไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ในอาเซียน โดยมีสิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์นมที่สำคัญ ในปี 2566 ไทยครองส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์นมในสิงคโปร์ร้อยละ 6 ในปี 2567 สิงคโปร์มีความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 จากปีก่อนหน้า จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ความแข็งแกร่งของแบรนด์ไทย ระยะทางขนส่ง ราคาของไทยที่แข่งขันได้ ตลอดจนความนิยมเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมนมที่เพิ่มขึ้น เช่น ชา กาแฟ

ปัจจุบัน ไทยได้รับประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement – ATIGA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ปรับปรุงรวมระบบ Common Effective Preferential Tariff (CEPT) และข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area – AFTA) ให้ทันสมัยขึ้น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์นมของไทยปลอดภาษีนำเข้าในประเทศสมาชิกอาเซียน

ผลิตภัณฑ์นมยอดนิยมของไทยมีหลากหลาย เช่น นมพร้อมดื่มยูเอชที โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ส่วนผลิตภัณฑ์นมพรีเมียมหรือมีจุดขายเป็นเอกลักษณ์จากไทย เช่น โยเกิร์ตออร์แกนิก ชีสชนิดพิเศษก็มีโอกาสเติบโตในตลาดค้าปลีกระดับบนในสิงคโปร์ สอดคล้องกับกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

9. ข้าว

ประชากรในสิงคโปร์บริโภคข้าวเป็นหลักและมีกำลังซื้อ โดยในระหว่างปี 2561/62 – 2564/65 สิงคโปร์มีการบริโภคข้าวเฉลี่ย 366,250 ตันต่อปี อีกทั้งยังมีการนำเข้าข้าวเพื่อส่งออกต่อ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ทำให้สิงคโปร์เป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่อันดับที่ 34 ของโลกจากทั้งหมด 223 ประเทศ

อย่างไรก็ดี ตลาดข้าวในสิงคโปร์มีการแข่งขันสูงเนื่องจากสิงคโปร์นำเข้าข้าวหลายชนิดจากหลายประเทศ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติ ข้าวญี่ปุ่น ข้าวนึ่ง ข้าวกล้อง ข้าวสีต่าง ๆ ข้าวดัชนีน้ำตาลระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ และข้าวอินทรีย์ในปี 2566 สิงคโปร์นำเข้าข้าวจากประเทศต่าง ๆ รวมมูลค่า 402 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยมีแหล่งนำเข้าข้าวหลัก ได้แก่อินเดีย (146.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ไทย (130.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) เวียดนาม (100.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)ญี่ปุ่น (12.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) กัมพูชา (9.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ทั้งนี้ระหว่างปี 2565–2566 ประเทศที่มีการเติบโตในการส่งออกข้าวไปยังสิงคโปร์สูงที่สุดคือ อินเดีย (เพิ่มขึ้น 43 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) รองลงมาคือเวียดนาม (32 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) และไทย (18.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์)1

แม้จะมีการนำเข้าข้าวปริมาณมาก แต่สิงคโปร์ยังคงดำเนินการเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในประเทศควบคู่ไปด้วยผ่านศูนย์วิจัยข้าว Temasek Life Sciences Laboratory (TLL) เพื่อวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของตนเอง จนได้ข้าวสายพันธุ์ Temasek Rice ซึ่งเป็นลูกผสมของข้าวหอมมะลิกับข้าวสายพันธุ์อื่นอีก 5 สายพันธุ์ ทนต่อสภาพแวดล้อมและโรคแบคทีเรียและเชื้อรา ให้ผลผลิตสูง 1,000 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อพัฒนาสำหรับการทำฟาร์มในเมืองต่อไป

ข้าวถือเป็นสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคที่สำคัญของไทยในตลาดสิงคโปร์ จัดอยู่ในกลุ่มธัญพืช (cereals) ซึ่งรวมถึง ข้าวสาร ข้าวซ้อมมือ ข้าวหัก ข้าวกล้อง และข้าวเปลือก ไทยมีชื่อเสียงด้านการผลิตข้าวคุณภาพสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนซึ่งคุ้นเคยกับข้าวไทย

ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ

สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ แม้จะเผชิญกับปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ภาวะราคาผันผวนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาด ได้แก่ การเติบโตของประชากรที่ไม่ใช่ผู้พำนักถาวร และวัฒนธรรมทางอาหารที่หลากหลาย

ปัจจุบัน สิงคโปร์หันมาให้ความสำคัญมากขึ้นทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย การรับรองมาตรฐาน ความยั่งยืน และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยเหล่านี้กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการค้าของสิงคโปร์และของโลก สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวให้ทันกับกระแสดังกล่าว โดยยกระดับคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล และปลอดโรค เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth Disease – FMD) โรคอหิวาต์สุกร (Classical Swine Fever – CSF) และโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever – ASF) พัฒนาระบบการผลิตและขนส่งอย่างจริงจัง เช่น ลดการใช้โฟมและพลาสติกในกระบวนการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ ลดขยะอาหารโดยนำสินค้าตาไม่สวยไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ตลอดจนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้

ขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทย เช่น การเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศ การกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน การส่งเสริมการแสดงสินค้า ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาพของผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิต

หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตจาก SFA ในการส่งออกสินค้าเกษตรมายังสิงคโปร์โดยจำแนกตามประเทศ/ภูมิภาค จังหวัด/รัฐ และหมวดหมู่สินค้าได้ที่ https://www.sfa.gov.sg/tools-and-resources/accreditation-database-for-overseas-sources

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด “สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร์: ศักยภาพตลาด
การเข้าถึง และความสามารถในการแข่งขัน
” มีเนื้อหาทั้งหมด 6 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 ภาพรวม สถิติและส่วนแบ่งทางการตลาด และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในสิงคโปร์
ตอนที่ 2 สถานการณ์สินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคในสิงคโปร์และการส่งออกของไทย
ตอนที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ โอกาสและความท้าทายของสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยในสิงคโปร
ตอนที่ 4 กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตอนพิเศษ บทที่ 4: ข้อกำหนดด้านฉลากอาหารและการโฆษณา (Food Labelling and Advertisement Requirements)
ตอนที่ 5 ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคมายังสิงคโปร์
ตอนพิเศษ บทที่ 5: Checklist ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารในสิงคโปร์
ตอนที่ 6 ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย ข้อสรุปและข้อมูลเพิ่มเติม
ตอนพิเศษ บทที่ 6 Checklist เอกสารที่จำเป็นสำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคของไทยมายังสิงคโปร์


ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทย (BIC)
สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์


แหล่งอ้างอิง:

ภาคผนวก (Appendix):

  1. ขากบและหอยนางรมมีชีวิต ถูกจัดอยู่ในหมวด Seafood ในเอกสาร List of Countries/Regions Approved to Export Meat and Meat Products, Table Eggs and Egg Products, Livestock, Live Oysters and Frog Legs to Singapore ของ SFA ↩︎
  2. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2566 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  3. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2566 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  4. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2566 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.35 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎
  5. อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนประมาณการในปี 2568 ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 1.3226 ดอลลาร์สิงคโปร์ ↩︎